บทที่ 1
บทนำ
1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน ภูมิปัญญา เป็นความสำนึก ความคิด ความทรงจำ เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา หรือทุกคนที่อยู่รอบตัวเรา ที่สร้างสมไว้มากมายและระยะเวลายาวนานมาก สามารถเห็นได้จากการแสดงออก การประพฤติปฏิบัติ และผลที่เกิดขึ้น มีคำเรียกภูมิปัญญาอย่างหลากหลาย เช่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น
ภูมิปัญญาชาวบ้าน (Popular wisdom) หรือ (Local wisdom) หรือ ภูมิปัญญาไทย หมายถึง พื้นเพ รากฐานความรู้ของชาวบ้านหรือความรอบรู้ของชาวบ้านที่เรียนรู้ และมีประสบการณ์สืบต่อเนื่องกันมาทั้งทางตรง คือ ประสบด้วยตัวเอง หรือทางอ้อมซึ่งเรียนรู้จากผู้ใหญ่หรือความรู้สมที่สืบต่อกันมา อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดได้เอง แล้วนำมาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นสติปัญหา เป็นองค์ความรู้ทั้งหมดของชาวบ้าน ทั้งกว้าง ทั้งลึก ที่ชาวบ้านสามารถคิดเอง ทำเอง โดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการดำเนินวิถีชีวิตได้ในท้องถิ่นอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิปัญญาเกิดจากการสะสมเรียนรู้มาเป็นระยะเวลายาวนาน มีลักษณะเชื่อมโยงกันหมดในทุกสาขาวิชาไม่สามารถแยกเป็นส่วนได้
ประวัติความเป็นมาของบ้านขี้เหล็ก
บ้านขี้เหล็กเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งมีผู้เฒ่าเก่าแก่เล่าต่อมาว่า เดิมทีในเขตทุ่งกุลาร้องไห้นี้เคยเป็นท้องทะเลมาก่อน แต่ต่อมาธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงและผันแปรไป จึงเกิดแผ่นดินทางใต้และทางประเทศกัมพูชายุบตัวลงกว่าด้านนี้ น้ำจึงไหลบ่าไปรวมกันทางนั้น ด้านนี้จึงตื้นเขินขึ้น ในที่สุดก็แห้งขอดไปกลายเป็นท้องทุ่งใหญ่ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ พื้นดินสูงที่เป็นเกาะเนินสูงต้นไม้ต่างๆก็เกิดขึ้น สัตว์ต่างๆ และผู้คนก็เริ่มเข้าไปเลือกอยู่อาศัยตามเนินและที่ดอน ซึ่งดินอุดมสมบูรณ์ดีส่วนที่ลุ่มต่างๆ ก็ใช้เป็นที่ทำนา แต่การทำนาหรือการทำการเกษตรในสมัยนั้นทำกันแต่พอกินพอใช้ในครอบครัวเท่านั้น ไม่มีการซื้อขาย หรือการค้าแต่อย่างใด และต่อมาก็มีผู้คนอพยพเข้าไปอยู่มากขึ้น จึงเกิดเป็นหมู่บ้านต่างๆ ขึ้นตามลำดับ เวลาต่อมาดังที่เห็นตามสภาพในทุกวันนี้ แต่จะเท็จจริงประการใดนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันไว้เลย มีแต่เล่าต่อๆ กันมาเท่านั้น แต่ก็มีเหตุผลที่เป็นข้อคิดว่าอาจเป็นไปได้ คือ มีซากหอยที่เป็นหินปูนกองพะเนินอยู่ ณ บ้านโพนครกน้อย ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด หรือ เรียกว่า พิพิธภัณฑ์หอยล้านปี ที่เห็นได้ในปัจจุบัน และบางพื้นที่ยังมีเปลือกหอยทะเลปะปนอยู่ในดินพอเห็นได้บ้าง จึงน่าจะเป็นข้อมูลเหตุผลสนับสนุนคำกล่าวเล่าขานข้างต้นนี้ได้
สำหรับหมู่บ้านขี้เหล็กนี้ก็เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่เกิดขึ้นในเขตทุ่งกุลาร้องไห้นี้ เดิมนั้นเป็นที่ดอนเนินสูง มีน้ำล้อมรอบเป็นรูปสระหนองน้ำใหญ่รอบพื้นดิน เขตหมู่บ้านมีที่ตื้นเขินเป็นดอนๆ สำหรับเดินข้ามน้ำเข้าออกได้เป็นพื้นที่มีลักษณะคล้ายเกาะในทะเล และสำหรับสภาพดินในหมู่บ้านเป็นที่เนินสูงพื้นดินประกอบไปด้วย ดินเผา อิฐหัก เศษหม้อดินและกระถางแตก พวกดินเผาทับถมกันมาก เศษวัตถุพวกนี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเขตเนินดินนี้ และมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมอยู่หนาแน่นมาก ต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นต้นขี้เหล็กขึ้นงาม และมีจำนวนมากกว่าไม้ประเภทอื่นๆ ในตอนแรกๆ นั้นไม่มีผู้ใดไปอยู่และเป็นเจ้าของที่ดินในเขตนี้เลย หมู่บ้านที่ใกล้เคียงก็คือ บ้านสำโรง บ้านสะเอิง และบ้านโพนครก แต่หมู่บ้านทั้ง 3 หมู่นี้ก็ยังไม่เจริญและมีผู้คนมากจึงไม่ได้ขยายเขตหากินและปกครองไปถึง
ต่อมามีชายผู้หนึ่งไม่ทราบชื่อ และไม่มีหลักฐานยืนยันแต่ประการใด ทราบแต่เพียงว่าเป็นคนที่มีหลักฐานและมีครอบครัวอยู่ที่บ้านตูม อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ท่านผู้นี้เลี้ยงวัวฝูงไว้มาก ทำเลที่เลี้ยงส่วนมากก็คือปล่อยลงทุ่งแถวนี้และเขตริมฝั่งแม่น้ำมูล แต่ถึงฤดูน้ำหลากก็ต้องอพยพวัวหนี้น้ำขึ้นเสมอ บรรจบกับปีนั้นน้ำหลากท่วมมากกว่าทุกปีในเขตใกล้ๆ ที่เคยอาศัยตั้งแต่ก่อนมา น้ำท่วมหมดจึงอพยพพาวัวมาพบเนินของป่าขี้เหล็กนี้ จึงไล่วัวฝูงเข้าไปอยู่อาศัย โดยปล่อยวัวทิ้งไว้ในเขตที่ดินนี้ตลอดปีและปีต่อไปก็ใช้ที่แห่งนี้อีก เมื่อนานเข้าเห็นว่าเป็นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะที่จะประกอบอาชีพ จึงอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่และมีครอบครัวอื่นๆ ค่อยๆ ทยอยอพยพติดตามเข้าไปอยู่ด้วยจนเพิ่มจำนวนมาก กลายเป็นหมู่บ้านขึ้น เรียกว่า “บ้านขี้เหล็ก” สืบมาจนถึงทุกวันนี้เพราะมีต้นขี้เหล็กมาก
แต่ท่านผู้หนึ่งเล่าว่า เขตของบ้านนี้เป็นเขตปกครองของพวก ละว้า พวกขอม ในสมัยขอมรุ่งเรืองจึงกำหนดให้คนที่อยู่ในเขตของท้องถิ่นและท้องที่นั้นๆ ดังนั้นในท้องที่ของหมู่บ้านนี้มีวัตถุดิบที่เป็นแร่เหล็กมากพอที่จะทำประโยชน์ต่างๆ ได้ จึงกำหนดให้คนในหมู่บ้านนี้ทำการถลุงเหล็กตามแบบโบราณ แล้วนำเอาเนื้อเหล็กส่งให้เจ้าเมืองใหญ่อยู่ที่เมืองพิมาย ซึ่งเป็นอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาทุกวันนี้ เพื่อนำไปสร้างเป็นอาวุธใช้ในสงครามในสมัยนั้น ดังนั้นเหล็กที่มีในเขตของหมู่บ้านนี้จึงถูกนำส่งไปที่อื่นจนหมด เหลืออยู่ก็คือขี้เหล็กที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ จึงเป็นเหตุทั้ง 2 ประเด็นนี้ ไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรอะไรยืนยันเป็นที่แน่นอนได้เลย แต่เพียงเป็นการเล่าสู่กันฟังต่อๆ มาเท่านั้น
พื้นที่เขตบ้านขี้เหล็กนี้เดิมทีอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ และในสมัยที่ตั้งหมู่บ้านขี้เหล็กใหม่ขึ้นกับอำเภอชุมพลบุรี สังกัดตำบลพรมเทพ จังหวัดสุรินทร์ แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าตั้งหมู่บ้านขึ้นเมื่อวัน เดือน ปี อะไร ใครเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกก็ไม่ทราบ แต่ที่พอจะจำเรียงลำดับได้ดังนี้
1. การตั้งบ้านขี้เหล็กตอนแรก หมู่ที่ไม่ทราบ ทราบแต่ว่า ขึ้นตำบลพรมเทพ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ต่อมาเปลี่ยนแปลงแยกอำเภอเป็นอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
2. บ้านขี้เหล็กแยกมาสังกัดอำเภอท่าตูม จึงเป็นบ้านขี้เหล็กหมู่ที่ 5 ตำบลพรมเทพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเขตปกครองอีก คือแยกตำบลพรมเทพออก ตั้งตำบลใหม่อีก เป็นตำบลโพนครก บ้านขี้เหล็กจึงสังกัดตำบลโพนครกคือหมู่ที่ 4 และต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นหมู่ที่ 3 อีกครั้งหนึ่ง
3. บ้านขี้เหล็กหมู่ที่ 3 ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้
ผู้ใหญ่บ้าน : พอลำดับได้ดังนี้ ผู้ใหญ่บ้านคนแรกจริงๆ ไม่ทราบ เพราะไม่มีหลักฐานอะไร และไม่มีผู้ใดจำได้เลย ทราบได้แต่คนต่อมาดังนี้
1. นายพูม สุระสังข์
2. นายปีด แป้นโสม
3. นายโอม อินทร์สระคู
4. นายทอน ไตรโสม
5. นายบุญเลี้ยง แสงทอง
6. นายสมศักดิ์ พิศเพ็ง
สถานศึกษา มีโรงเรียน 1 แห่ง สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2538
ที่สาธารณะคือ ทำเลเลี้ยงสัตว์1 แห่ง ใกล้สะพานข้ามลำพลับพลา
สุสานฝังศพ 1 แห่ง ทางไปบ้านสำโรง
ลำธาร 1 แห่ง
หนองน้ำ 3 แห่ง คือ ลำพลับพลา สระข้างวัดบ้าน และสระข้างโรงเรียน
ที่ศาลปู่ตา 1 แห่ง คือ ก่อนถึงวัดป่า
สนามกีฬาประชาชน 1 แห่ง บริเวณหน้าวัดป่า
พื้นที่ : พื้นที่ของหมู่บ้านรวม 3,500 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา
ประชากร : ประชากรในหมู่บ้านมีทั้งหมด 763 คน มี หลังคาเรือน 130 หลังคาเรือน
อาชีพ : ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ฐานะยากจน เพราะการทำนาไม่ค่อยได้ผล สภาพดินไม่ดี อาชีพอื่นและรายได้อื่นไม่มี
บัดนี้รัฐบาลได้ยื่นมือเข้าช่วยด้านการปฏิรูปที่ดินแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะมีปัญหาและอุปสรรคนานัปการ จึงทำให้ประชาชนอพยพไปทำงานต่างจังหวัด โดยส่วนใหญ่ทำงานกรีดยางพาราตามจังหวัดทางภาคใต้บ้าง อีสานบ้าง ทำให้ฐานะในปัจจุบันดีขึ้นมาก
ความเป็นมาและเหตุผลของเกลือสินเธาว์ของบ้านขี้เหล็ก
ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไปแล้ว มักจะพบเห็น หรือได้ยินข่าวว่า เกิดในชุมชนเมืองที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวทางอุตสาหกรรม โดยปราศจากการวางแผน การติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมที่รัดกุม เพียงพอ แต่ที่ผ่านมา ปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อม อาจเกิดขึ้นได้ในชุมชนชนบท ซึ่งยังไม่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเท่าใดนัก สาเหตุก็เพราะการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ โดยมองข้ามปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ปัญหาผลกระทบอันเนื่องมาจากการผลิตเกลือสินเธาว์ในพื้นที่ของอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ต่อไปนี้
ในยุคแรกๆ เกลือที่ผลิตใช้เรียกว่า “เกลือขี้ทา” เป็นเกลือแกงชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นเกลือที่มีคุณภาพดี เหมาะสำหรับการถนอมอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำปลาร้า กระบวนการผลิตเกลือทำได้โดยการกวาดดินเค็มสีขาว หรือดินขี้ทาจากผิวดิน ซึ่งเกิดจากน้ำใต้ดินยกระดับระลายเกลือหินที่อยู่ตื้นจากผิว นำความเค็มจากชั้นล่างสู่ชั้นบน นำดินดังกล่าวมากองเป็นรูปพีรามิด ราดน้ำให้ชุ่ม เอาผ้าพลาสติกคลุมไว้ด้านบน เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ นำดินส่วนบน ซึ่งมีความเค็มอยู่ไปล้างในรางที่ทำจากขอนไม้ ซึ่งมักใช้ต้น
ตาล หรือหม้อดิน เพื่อกรองเอาน้ำเกลือนี้ไปต้มในกระทะ จนเกลือตกผลึก จากนั้นใส่ภาชนะสำหรับบริโภค หรือจำหน่ายต่อไป
เกลือสินเธาว์ หมายถึง เกลือที่ได้มาจากดินเค็มที่อยู่ห่างไกลจากฝั่งทะเล ซึ่งจะมีอยู่โดยทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นแผ่นดินที่เรียกว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” ชาวบ้านขี้เหล็ก หมู่ 3 ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ได้ดำเนินการ ผลิตเกลือสินเธาว์มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ คือ ปู่ ย่า ตา ยาย มานานนับร้อยปีมาแล้ว อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตเกลือสินเธาว์ดังกล่าวนั้น นับว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับการประกอบสัมมาอาชีพของชุมชนชาวเขมร ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งลำน้ำพลับพลา ซึ่งกั้นเขตแดนระหว่างอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ กับอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
ที่มา: นางสาวเรียม ลาสะคู.(2549) โครงการภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่องกระบวนการผลิตเกลือสินเธาว์,
ที่มา: นายโสภา แป้นโสม.(2548) ภูมิปัญญาท้องถิ่น
2. งัตถุประสงค์
1. เพื่อเป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เป็นมรดกของลูกหลานสืบต่อไป
2. เพื่อเป็นการฝึกงานอาชีพ และสามารถพัฒนาต่อยอดในขั้นสูงต่อไป
3. เพื่อเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ภายนอก
3. ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
1. ศึกษาแหล่งเกลือสินเธาว์ในพื้นที่บ้านขี้เหล็ก หมู่ 3 ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
2. ศึกษาขั้นตอน/วิธีการผลิติเกลือสินเธาว์ พร้อมลงมือปฏิบัติ


บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
เกลือเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการปรุงแต่งรสชาติอาหาร หรือใช้ในการถนอมอาหาร นอกจากนี้แล้วเกลือยังเป็นวัตถุดิบที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมพื้นฐานต่างๆ หลายชนิด เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น ในปี 2545 ประเทศไทยใช้เกลือประมาณ 1.7 ล้านตัน โดยเป็นเกลือเพื่อการบริโภคประมาณ 2 แสนตัน และเกลือเพื่อการอุตสาหกรรม ประมาณ 1.5 ล้านตัน มากกว่าร้อยละ 50 ของเกลือจะใช้ในภาคอุตสาหกรรมกรด-ด่าง ซึ่งในปี 2545 ประเทศไทยมีการผลิตเกลือประมาณ 1.46 ล้านตัน โดยผลิตจากน้ำทะเลประมาณ 0.7 ล้านตัน การสูบน้ำเค็ม 0.2 ล้านตัน และจากเกลือหิน 0.86 ล้านตัน บางส่วนที่ไม่เพียงพอยังต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศอยู่
ในประเทศไทย จังหวัดที่มีการผลิตเกลือสมุทร ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร และชลบุรี ปลายปี พ.ศ.2513 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง โกดังเก็บเกลือทะเลในกรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมเสียหายไปหมด ทำให้ปี พ.ศ.2514 เกิดวิกฤติการณ์เกลือทะเลแพงมาก จึงได้มีการย้ายฐานการผลิตเกลือไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากการสำรวจน้ำบาดาล โดยกรมทรัพยากรธรณีในปี 2512-2513 มีการค้นพบน้ำเค็มในเขตต้นน้ำเสียว อ.บรบือ จ.มหาสารคาม เป็นจุดเริ่มต้นของการทำอุตสาหกรรมเกลือสินเธาว์ ซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมต้นน้ำเสียวถูกทำลายลง จนทำให้รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีคำสั่งปิดกิจการผลิตเกลือสินเธาว์ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2523 ในเขตลุ่มแม่น้ำเสียวทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามการผลิตเกลือสินเธาว์ก็ได้ย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลุ่มแอ่งที่รองรับด้วยชั้นเกลือหิน 2 บริเวณใหญ่ๆ คือ ลุ่มแอ่งสกลนคร มีบริเวณอยู่ในจังหวัดอุดรธานี สกลนคร หนองคาย และนครพนม และลุ่มแอ่งโคราช มีบริเวณอยู่ในจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดขอนแก่น มีบริเวณชั้นเกลือหินอยู่ในระดับตื้นซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตเกลือจากการสูบน้ำเกลือใต้ดินที่จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย และในปัจจุบันยังมีการผลิตเกลือสินเธาว์อยู่ ดังจะเห็นได้จากข้อมูลกรมโรงงานอุตสาหกรรมในปี 2549 พบว่า มีอุตสาหกรรมการผลิตเกลือสินเธาว์ (ต้ม/ตาก) ในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 194 แห่ง คนงาน 1,592 คน ได้มีการศึกษาผลกระทบจากการผลิตเกลือสินเธาว์ต่อสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการผลิตเกลือสินเธาว์ต่อสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพผลิตเกลือสินเธาว์
การผลิตโซเดียมคลอไรด์ โซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกงมีสูตรเป็น NaCl เป็นสารประกอบที่ประกอบด้วยธาตุ Na และ Cl ลักษณะเป็นผลึกสีขาว รสเค็ม รูปผลึกเป็นแบบทรงลูกบาศก์ จุดหลอมเหลว 801 องศาเซลเซียส ละลายน้ำได้ดี โดยมากใช้น้ำทะเล และจากดิน ประเทศที่ผลิตเกลือแกงได้มาก คือ ประเทศออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดียและสหรัฐอเมริกา เกลือแกง แบ่งตามวิธีการผลิตมี 2 ประเภทคือ เกลือสมุทร และเกลือสินเธาว์
การผลิตเกลือสมุทร เกลือสมุทรทำกันมากในบริเวณใกล้ทะเล เช่น ที่จังหวัดสมุทรสาคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ โดยมากทำเกลือปีละ 2 ครั้ง คือ ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วง ในประเทศไทยมีอากาศแห้งแล้งติดต่อกันประมาณครึ่งปี ดังนั้น การทำนาเกลือจึงเริ่มทำตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนพฤษภาคม หากปีใดฝนตกชุกในระยะดังกล่าวการทำนาเกลือจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
การผลิตเกลือสมุทร มี 2 ขั้นตอน คือ
1. ขั้นเตรียมพื้นที่นา จะต้องปรับพื้นดินให้เรียบและแน่นแบ่งที่นาเป็นแปลงๆแปลงละประมาณ 1 ไร่ ยกขอบให้สูงเหมือนคันนา และทำร่องระบายน้ำระหว่างแปลงพื้นที่นาเกลือแบ่งเป็น3 ตอน คือ นาตาก นาเชื้อ และนาปลงที่นาทั้ง3 ตอนควรมีพื้นที่ลดหลั่นกันลงมาเพื่อความสะดวกในการระบายน้ำ
2. ขั้นตอนทำนาเกลือ
2.1 ก่อนถึงฤดูทำนาเกลือจะระบายน้ำเข้าไปเก็บไว้ในวังขังน้ำ เพื่อให้โคลนตมตกตะกอน
2.2 เมื่อถึงฤดูทำนาเกลือ( พ.ย.– พ.ค. )จะระบายน้ำทะเลจากวังขังน้ำเข้าสู่นาตาก โดยให้ระดับน้ำสูงกว่าพื้นที่นา 5 ซม.กระแสลมและแสงแดดจะทำให้น้ำระเหยไปจนได้ถึงพื้น1.08 จึงระบายน้ำเข้าสู่นาเชื้อที่นาเชื้อ CaSO 4 จะตกผลึกออกมาเป็นอันดับแรกเป็นผลพลอยได้ น้ำในนาเชื้อจะระเหยต่อไปจนได้ความถ่วงจำเพาะ 1.20 จึงระบายน้ำเข้าสู่นาปลง ที่นาปลง NaCl จะเริ่มตกผลึกและจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆขณะเดียวกันน้ำทะเลที่เหลือจะมีความเข้มข้นของ Mg 2+ Cl - และ SO 4 2- เพิ่มขึ้นจึงต้องระบายน้ำจากนาเชื้อเข้าไป เพื่อป้องกันไม่ให้ MgCl 2 และ MgSO 4 ตกผลึกปนกับ NaCl คุณภาพของเกลือโซเดียมคลอไรด์ คุณภาพของเกลือ NaCl ขึ้นอยู่กับมลทินที่เจือปนอยู่ เช่น เกลือแมกนีเซียม เป็นต้น ถ้าเกลือ
NaCl มีเกลือแมกนีเซียมปนมาก เกลือจะชื้นง่าย ราคาตก ดังนั้น ถ้าต้องการเกลือที่มีคุณภาพดีควรเติมปูนขาว 0.4 – 0.5 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ลงในน้ำเชื้อ เพื่อทำให้น้ำทะเลมีสมบัติเป็นเบส ( pH 7.4 - 7.5 ) Mg 2+ ไอออนจะตกตะกอนมาในรูปของ Mg (OH) 2 ทิ้งไว้จนน้ำ
ทะเลใสแล้วจึงไขน้ำนี้เข้าสู่นาปลง NaCl จะตกผนึกออกมาเป็นส่วนใหญ่ ผนึกของเกลือ NaCl ที่ได้จึงค่อนข้างบริสุทธิ์มีคุณภาพดี
การผลิตเกลือสินเธาว์
เกลือสินเธาว์ผลิตได้จากแร่ เกลือ ( Rock salt ) พบอยู่ตามพื้นดินแถบภาคอีสาน เช่น จังหวัดชัยภูมิ มหาสารคามยโสธร อุบลราชธานี และอุดรธานี สกลนคร นครพนม หนองคาย สุรินทร์ และร้อยเอ็ด
การผลิตเกลือสินเธาว์จากเกลือหินโดยทั่วไปใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ ใช้การละลาย การกรอง การระเหย และการตกผลึก หรือการละลายและการตกผลึก หรือการละลายและการตกผลึก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของเกลือที่เกิดขึ้นในแหล่งนั้นๆ
1. เกลือจากผิวดิน ทำได้โดยขุดคราบเกลือจากผิวดินมาละลายน้ำกรองเศษดินและกากตะกอนออก นำน้ำ เกลือไปเคี่ยวให้แห้งจะได้ผลึกเกลือ
2. เกลือจากน้ำเกลือบาดาล น้ำเกลือบาดาลจะอยู่ลึกจากพื้นดินหลายระดับ อาจจะเป็น5-10 เมตรหรือ 30 เมตรก็ได้ การผลิตทำได้โดยการขุดเจาะลงไปถึงระดับน้ำเกลือบาดาลและสูบน้ำเกลือขึ้นมานำไปต้มหรือตากจะได้เกลือตกผลึกออกมา
3. เกลือจากเกลือหิน มีลำดับขั้นตอนการผลิตดังนี้
3.1. อัดน้ำจืดลงไปละลายเกลือในชั้นหินเกลือ
3.2. นำสารละลายน้ำเกลือมาเติม NaOH และ Na 2CO 3 เพื่อกำจัด Mg 2+ และ Ca 2+
ดังสมการ
Mg 2+ + 2OH - Mg (OH) 2
Ca 2+ + CO 3 2- CaCO 3
กรองแยก Mg(OH) 2 และ CaCO 3 ออกนำสารละลายเกลือไปตกผลึกจะได้ NaCl เมื่อตกผลึกไปนานๆ NaCl ในสารละลายจะลดลงแต่ในสารละลายจะมี NaSO 4 และ Na 2CO 3 ละลายอยู่ เรียกสารละลายนี้ว่า น้ำขม
3.3. นำน้ำขมมากำจัดไอออนต่างๆออก โดยเติม CaCl 2 จะเกิด CaCO 3 และ CaCO 3
ดังสมการ
Ca 2+ + SO 4 2- CaSO 4
Ca 2+ + CO 3 2- CaCO 3
กรองแยกตะกอนออกนำสารละลายที่ได้ไปตกผลึก NaCl ได้อีก
ประโยชน์ ของเกลือสมุทรและเกลือสินเธาว์
1. เกลือสินเธาว์เป็นเกลือที่เหมาะที่จะใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เพราะมีความชื้นCa 2+ และ Mg 2+ ต่ำ
2. เกลือสมุทร เหมาะสำหรับใช้บริโภคเพราะมีไอโอดีนอยู่ ร่างกายต้องการไอโอดีนประมาณ 75 มิลลิกรัมต่อปี เมื่อได้รับไอโอดีนร่างกายจะนำไปเก็บไว้ในต่อมไทรอยด์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมสมอง ประสาท และเนื้อเยื่อต่างๆ ถ้าขาดจะเป็นโรคคอพอก และถ้าขาดตั้งแต่ยังเด็ก ร่างกายจะแคระแกร็น สติปัญญาต่ำ หูหนวก เป็นใบ้ ตาเหล่และอัมพาต
การผลิตเกลือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม
1. ปัญหาการกระจายของดินเค็ม ทำให้พื้นดินไม่เหมาะกับการเพาะปลูก
2. ปัญหาการกระจายของเกลือลงสู่แหล่งน้ำ มีผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ
3. ปัญหาการยุบของพื้นดินบริเวณที่ผลิตเกลือบาดาล
เกลือสมุทรเหมาะที่จะใช้บริโภค เพราะมีไอโอดีนสูง กล่าวคือ เกลือสมุทร 10 mg มีไอโอดีนประมาณ 38.5 mg และเกลือสินเธาว์มีประมาณ 10 mg
เกลือสินเธาว์เป็นเกลือที่เหมาะใช้ในการอุตสาหกรรม เพราะมีความชื้น และแมกนีเซียม แคลเซียม ค่อนข้างต่ำ
น่ารู้น่าอ่าน
การผลิตโซเดียมคลอไรด์ หลักการคือนำสารละลายหินเกลือมาทำให้เข้มข้นขึ้น เพื่อดึงน้ำออก เรียกว่า dehydration (de=down, hydrate=hydro=water) สำหรับเกลือทะเล วิธีทำก็สร้างคันนามากักน้ำทะเล แล้วตากให้แห้ง เพื่อให้น้ำระเหยตามธรรมชาติ จนเกลือตกผลึก เขาจะใช้ไม้ ที่เรียกว่า "ไม้ระทา" ดึงเกลือขึ้นมากองพะเนินเอาไว้ ในระหว่างนั้นน้ำเกลือจะค่อยๆงวด จึงสามารถขนถ่ายเกลือไปใช้หรือไปแปรรูปต่อ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม
วิธีทำเกลือสินเธาว์ ก็ใช้หลักการเดียวกัน ในภาคอีสาน ใต้พสุธาจะมี salt rock เป็นแหล่งใหญ่ วิธีที่ชาวบ้านทำกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ทำให้เกิดการสูญเสียสมดุล คือ อัดน้ำลงไปใต้ดินให้ได้น้ำเกลือ หลังจากนั้นจึงนำน้ำเกลือมาตากที่ลานตากเกลือ น้ำเกลือที่ออกนอกระบบ เช่น ที่ลานตากเกลือเก่า จะทำให้ดินเค็ม เพาะปลูกไม่ได้ เรามีเกลือสมุทรมากมายแล้ว แต่ทำไมยังต้องดิ้นรนใช้เกลือสินเธาว์ คำตอบคือเราต้องการแยกเกลือ ซึ่งมีสูตรเคมีว่า NaCl ให้ได้คลอรีน (Cl) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเคมี และปิโตรเคมี แต่ว่าเกลือสมุทรมีอิออนปนอยู่มาก เขาเรียกว่ามี impurities สูง เช่น มีอิออนซัลเฟต เจือปนในปริมาณสูง และอิออน
พวกนี้จะไปทำให้ปฏิกริยาเคมีในขบวนการอื่นๆรวนได้ เมื่อเราใช้ไฟฟ้าแยกสารละลายเกลือสินเธาว์ โดยใช้ไฟฟ้า(electrohydrolysis) จะได้ Na + และ Cl –
โซเดียมคลอไรด์คืออะไร เมื่อพูดถึงคลอไรด์แล้วหลายคนคงนึกไม่ถึงว่ามันคืออะไรแต่ก็คงจะพอเดาได้ว่ามันคือเกลือแต่คงไม่ทราบถึงความหมายที่แท้จริงของมัน ที่แท้จริงแล้วโซเดียมคลอไรด์ก็คือ เกลือแกง เกลือแกงนั้นมีประโยชน์มากในอุตสาหกรรมในปัจจุบันของประเทศไทย ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงความสำคัญของโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกงนั้นให้มากขึ้นกว่าเดิม
การผลิตโซเดียมคลอไรด์ โซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้มาจากทะเลและจากแหล่งแร่เกลือหินในดิน เกลือโซเดียมคลอไรด์ที่ได้จากทะเลเราเรียกว่า เกลือสมุทร และเกลือที่ได้จากน้ำเค็มใต้ดินและจากแหล่งแร่เกลือหินเรียกว่า เกลือสินเธาว์ โดยวิธีการผลิตโซเดียมคลอไรด์นั้นมีวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน
การผลิตเกลือสมุทร เกลือสมุทรผลิตในจังหวัดชายทะเลหลายจังหวัด เช่น จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม การผลิตเกลือสมุทรแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ การเตรียมพื้นที่นาและการทำนาเกลือ การเตรียมพื้นที่นาต้องปรับพื้นดินให้แน่นและเรียบ แบ่งเป็นพื้นที่นาเป็นแปลงๆละประมาณ 1 ไร่ ยกขอบของแต่ละแปลงให้สูงเหมือนคันนา และทำร่องระบายนำระหว่างแปลง พื้นที่นาเกลือแบ่งเป็น 3 ตอนคือ นาตาก นาเชื้อ และนาแปลง ซึ่งมีระดับพื้นที่ลดหลั่งตามลงมาตามลำดับเพื่อให้สะดวกในการระบายและขังน้ำทะเล ก่อนถึงฤดูทำนาเกลือ ชาวนาเกลือจะระบายน้ำทะเลเข้าเก็บไว้ในวังขังน้ำเพื่อให้ผงและโคลนตกตะกอน เมื่อถึงฤดูทำนาเกลือ คือระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนพฤษภาคม ชาวนาเกลือจะระบายน้ำทะเลจากวังขังสู่นาตาก โดยให้ระดับน้ำสูงกว่าพื้นที่นาประมาณ 5 เซนติเมตร กระแสลมที่พัดผ่านและความร้อนจากดวงอาทิตย์จะทำให้น้ำระเหย เมื่อน้ำทะเลมีความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.08 จึงระบายน้ำจากนาตากเข้าสู่นาเชื้อ ที่นาเชื่อนี้ caso4 จะตกผลึก ซึ้งเป็นผลพลอยได้เมื้อน้ำในนาเชื้อระเหยต่อไปจนมีความถ่วงจำเพาะประมาณ 1 .20 ก็ระบายเข้าสู่นาแปลง หลังจากนั้นประมาณ2 วัน Nacl จะเริ่มตกผลึกและจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันน้ำทะเลที่เหลือ จะมีความเข้มข้นมากขึ้นจึงต้องระบายน้ำจากนาเชื้อเข้าไปเพิ่มอยู่เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ MgCl,MgSo4 ตกผลึกปนกับ NaCl โดยปกติชาวนาเกลือจะปล่อยให้ Nacl ตกผลึกอยู่ประมาณ 9 -10 วัน จึงขูดเกลือออกขณะที่ยังมีน้ำทะเลท่วมเกลืออยู่ เพื่อล้างดินที่ติดอยู่กับเกลือออก เมื่อคราดเกลือมารวมกันเป็นกองๆแล้วจึงระบายน้ำออกจากนาปลง ทิ้งเกลือไว้ประมาณ 1 -2 วัน โดย ทั่วไป Nacl ที่ผลิตได้จะมีปริมาณเฉลี่ย 2.5-6.0 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร และผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งในการทำนาเกลือ คือ กุ้งและปลาที่ติดมากับน้ำทะเล
การผลิตเกลือสินเธาว์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าดินที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นดินเค็ม เนื่องจากสภาพทางธรณีวิทยาในพื้นที่หลายๆจังหวัดมี
ชั้นเกลือหินและโพแทสอยู่หลายชั้น ซึ่งจะละลายปนอยู่ในชั้นน้ำใต้ดิน เป็นสารละลายเกลือ และเกิดการแพร่กระจายเป็นทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน และบางส่วนก็ถูกพาขึ้นมาสะสมอยู่บนผิวดิน ซึ่งเราก็สามารถแยกเกลือออกมาใช้วิธีการที่แตกต่างกันตามลักษณะของการเกิดเกลือตามธรรมชาติ ดังนี้
1. เกลือจากผิวดิน ทำได้โดยขุดคราบเกลือตามผิวดินมาละลายนำ กรองเศษดินหรือตะกอนออก นำน้ำเกลือที่ได้ไปเคี่ยวให้แห้งจะได้เกลือตกผลึกออก การทำเกลือโดยวิธีนี้นิยมทำกันมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ มหาสารคาม อุดรธานี สกลนคร ร้อยเอ็ด และจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น
2. เกลือจากน้ำบาดาล เกลือบาดาลมีอยู่หลายระดับ อาจเป็นระดับตื้น 5 -10 เมตรหรือระดับลึก 30 เมตร ในการผลิตเกลือจากน้ำบาดาลนี้ทำได้โดยขุดหรือเจาะลงไปใต้ดินและสูบน้ำเกลือขึ้นมา แล้วนำน้ำเกลือที่ได้ไปต้มในกระทะเหล็กใบใหญ่ โดยใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการตัดไม้ทำลายป่ากันมากต่อมาจึงมีการใช้ลิกไนต์แทนฟืน
นอกจากวิธีการต้มแล้ว การตาก เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก เพราะไม้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องเชื้อเพลิง แต่ใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำระเหยไป จะได้เกลือตกผลึกออกมาวิธีนี้เรียกว่า การทำนาตาก โดยสูบน้ำจากบ่อเกลือบาดาลมาใส่ในนาตาก ซึ่งทำเป็นลานดินหรือลานซีเมนต์
ปัจจุบันมีการทำนาเกลือบาดาลกันมากบนเนื้อที่ประมาณ 12,000 ไร่ ได้แก่ บริเวณจังหวัดมหาสารคาม นครราชสีมา

| ต้มเกลือสินเธาว์จากดินเค็ม...ภูมิปัญญาชาวบ้านหนองตอ จ.ร้อยเอ็ด โดย...ว่าที่ร.ต.ดร.สมโชค เฉตระการครูเชี่ยวชาญ (สังกัดวิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด) ภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำดินเค็มที่อยู่บริเวณท้องนา ริมถนนหลวง เส้นทางห่างจากอำเภอจตุรพักตรพิมาน ไปทางอำเภอเกษตรวิสัย ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ของบ้านหนองตอคุณป้าที่มีอาชีพต้มเกลือเป็นอาชีพหลัก เริ่มสาธิตวิธีการต้มเกลือสินเธาว์ให้ชมโดยขั้นแรกคุณป้า จะใช้จอบขูดเอาดินที่อยู่ผิวหน้าดินของท้องนา ดินดังกล่าวจะมีรสเค็ม มากองรวมกันไว้เป็นกองโต ๆ จากนั้นนำเอาดินที่ขูดมาเทลงในรางไม้ขนาดใหญ่ ตักเอาน้ำที่ขุดจากใต้ดิน ซึ่งก็มีความเค็มเช่นเดียวกัน มาเทลงในรางไม้ อัตราส่วนระหว่างน้ำเกลือกับดินเค็ม ที่ผสมกันนี้จากการถามคุณป้าบอกว่า ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้ทำ แต่โดยปกติจะใช้อัตราส่วน 1:1 ถัง ใช้ไม้คาดทา กวนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่ว โมง เพื่อให้ดินตกตะกอนจนน้ำใส แล้วปล่อยน้ำผ่านท่อไม้ไผ่ลงไปในภาชนะรองน้ำเกลือ ส่วนดินจืดที่เหลือจากการตกตะกอน จะถูกนำมาพอกกับคันลานเกลือ เพื่อให้มีความหนาขึ้น การต้มเกลือ จะตักน้ำเกลือที่เก็บไว้ในภาชนะ มาเทลงในรางเหล็กให้เต็ม ใส่ฟืนและคอยดูความร้อนให้สม่ำเสมอ ระยะเวลาที่ใช้ในการต้มเกลือแต่ละครั้งประมาณ 4 ชั่วโมง น้ำเกลือจะค่อย ๆ งวดลงจนเม็ดเกลือตกผลึก จากนั้นตักเกลือใส่ในวัสดุรองที่มีไม้สองท่อนพาดรับน้ำหนัก เพื่อให้น้ำเกลือที่ยังไม่เป็นเกล็ดลอดผ่านเม็ดเกลือลงไปในรางเหล็ก และต้มต่อไป เกลือที่ได้จะนำมาตากแดดไว้ให้แห้งและนำบรรจุในถุง แต่ละถุงมีปริมาณ 2 ปี๊ป การต้มเกลือจะทำตลอดทั้งวัน วันหนึ่งจะต้อมได้ประมาณ 4 ครั้ง บางช่วงที่ต้องเร่งในการผลิต จะต้มตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะแบ่งช่วงเวลาในการต้มออก เป็น 4 ช่วง ช่วงละประมาณ 4-5 ชั่วโมง มีการผลัดเปลี่ยนคนมาเฝ้าเตาต้มเกลือ หลังจากนั้นจะมีพ่อค้ามารับซื้อ เกลือที่บรรจุใส่ถุงไว้รอการขาย ราคาหนึ่งถุงที่บรรจุ 2 ปี๊ป ราคา 200 บาท (ปี๊ปละ 100 บาท) จากการถามคุณป้าว่าทำอาชีพนี้มานานเพียงใด คุณป้าตอบว่าได้ผลิตเกลือมานานตั้งแต่รับมรดกตกทอดอาชีพมาจากพ่อแม่ ส่วนการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาดังกล่าว ยังเป็นปัญหาเพราะลูกชายจำนวน 2 คน ไม่สามารถที่จะดำเนินการต่อไปเพราะ ต้องเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ฯ ส่วนการศึกษาดูงานจะมีคณะอาจารย์ จากโรงเรียนหลายโรงเรียนในเขตพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดและข้างเคียงพานักเรียนมาศึกษาดูงาน การต้มเกลือลักษณะนี้ จะพบในบางพื้นที่ ที่มีดินเค็ม เช่นที่อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม บ้านหนองตอ อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด บ้านบ่อเกลือ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด และจากการศึกษายังพบว่า มีการต้มเกลือลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ ในเขตลุ่มแม่น้ำสงครามตอนล่าง เช่น ที่บ้านเสียว บ้านบะ บ้านท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เกลือที่ใช้ในการปรุงรสอาหาร และประโยชน์ในการหมักปลาแดก (ปลาร้า) ซึ่งชาว บ้านจะผลิตเกลือไว้ใช้เมื่อฤดูน้ำลดใน ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม อันเป็นระยะเดียวกับการ ออกจับปลาตามลำน้ำ ลำห้วยใกล้หมู่บ้าน และลำน้ำสำคัญคือ ลำน้ำชี ลำน้ำมูล ลำน้ำสงคราม ชาวบ้านที่ผลิตเกลืออย่างเดียว และนำขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน พ่อค้าจะมารับซื้อถึงแหล่งผลิตเพื่อนำไปจำหน่าย เกลือ เป็นอาหารแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนั้นยังใช้ประโยชน์ในงานอุตสาหกรรมโรงงานเช่น โรงงานทำกระจก โรงงานฟอกหนัง เป็นต้น เกลือที่ใช้อยู่โดยทั่วไปมี 2 ชนิด คือ เกลือสมุทร ที่ได้จากน้ำทะเลโดยวิธีการ นำน้ำทะเลมากักเก็บไว้ให้ระเหยจนเหลือ แต่เม็ดเกลือและเกลือสินเธาว์ที่ได้จากดินเกลือที่อยู่ผิวดิน นอกจากนั้นยังมีน้ำชั้นใต้ดิน ส่วนใหญ่จะพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการต้มเกลือ - จอบสำหรับขูดดินเค็มที่ผิวดิน ไม้คาดหรือไม้กวาดเกลือ ปุ้งกี๋ ไม้พาดรางเหล็ก - รางไม้ขนาดใหญ่ เพื่อสกัดเอาน้ำเกลือจากดินเค็ม ท่อคอนกรีตภาชนะรับน้ำเค็ม - กะบะรางเหล็กใช้เป็นภาชนะต้มเกลือ - ปี๊ปใช้ตวงปริมาณเม็ดเกลือใส่ถุง ![]() |
| |
ดีเกลือ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดีเกลือ หรือชื่ออื่นเช่น เอี๊ยะกอ, เจี๊ยะกอ เป็นผลพลอยได้จาการผลิตเกลือ มีรสเค็มจัดจนขม อาจหมายถึงสารประกอบเกลือหลายชนิดเช่น
โซเดียมซัลเฟต (NFPA 704: Health ระดับ 1 การรับสารนี้อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง)ในทางสมุนไพรดีเกลือมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ในการผลิตอาหารใช้ดีเกลือเป็นสารจับตัว (coagulant) สำหรับการผลิตเต้าหู้ เต้าฮวย โดยดีเกลือจะไปจับตัวกับโปรตีนในน้ำนมถั่วเหลือง ทำให้จับตัวเป็นก้อน

บทที่ 3
วิธีการดำเนินการ
1. การสำรวจข้อมูล
1.1 สำรวจพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล
1.2 สอบถามข้อมูลจากบุคคลในท้องถิ่น
1.3 รวบรวมข้อมูลและศึกษาจากแหล่งต่างๆ
1.4 รวบรวมและจัดทำเอกสารเป็นรูปเล่ม
2. ระยะเวลาในการดำเนินงาน
เดือน มีนาคม 2554 ถึง 30 มีนาคม 2555
3. สถานที่ บ่อเกลือ หรือแหล่งที่มาของดินเกลือสินเธาว์ ที่ซึ่งชาวบ้านขี้เหล็กได้มานั้น อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน ติดลำพลับพลา แต่ก่อนบ่อเกลือสินเธาว์นั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 แห่ง หรือ 4 บ่อด้วยกันคือ
1. บ่อหนองเกาะ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของหมู่บ้านระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร
2. บ่อตาแหวน อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร
3. บ่อตามาก อยู่ทางทิศเหนือ ของหมู่บ้านซึ่งจะอยู่ใกล้สะพานข้ามลำน้ำลำพลับพลา ระยะทางประมาณ 1.4 กิโลเมตร
4. บ่อเลิงชุมพล อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านเป็นบ่อเกลือสินเธาว์ที่มีขนาดใหญ่ และมีดินเกลือมากกว่าบ่ออื่นๆ และอยู่ใกล้หมู่บ้านมากที่สุดระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร
ปัจจุบันนิยมทำอยู่เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ บ่อตาแหวนกับบ่อเลิงชุมพล ส่วนอีก 2 บ่อนั้นถูกน้ำท่วมเพราะมีการสร้างฝายน้ำล้น ซึ่งอยู่ห่างจากบ่อเกลือประมาณ 3-4 กิโลเมตรเท่านั้น
อย่างไรก็ดี แม้บ่อเกลือที่เหลออยู่นั้นมีปริมาณเกลือเหลืออยู่น้อยมากเพราะความชุ่มชื้นของดินมีค่อนข้างมาก เกลือจึงขึ้นบนพื้นดินได้น้อย แต่ชาวบ้านก็ยังพยายามช่วยกันรักษาและอนุรักษ์บ่อเกลือที่เหลือไว้เป็นอย่างดี เพื่อให้ลูกหลานคนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์และได้ศึกษากันต่อไป
5. ช่วงเวลาในการผลิตเกลือสินเธาว์
ช่วงเวลาในการดำเนินการผลิตเกลือสินเธาว์นั้น จะอยู่ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนจัดมาก จึงทำให้ผิวดินแห้งและมีเกล็ดเกลือเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
6. กระบวนการผลิตเกลือสินเธาว์
กระบวนการผลิตเกลือสินเธาว์ มีด้วยกัน 5 ขั้นตอนด้วยกัน ดังนี้
1. กระบวนการขูดดินเกลือ
2. กระบวนการกรองน้ำเกลือ
3. กระบวนการวัดความเค็มของน้ำเกลือ
4. กระบวนการต้มเกลือ
5. กระบวนการเก็บรักษาเกลือ
รายละเอียดของแต่ละกระบวนการหรือขั้นตอนการผลิตเกลือสินเธาว์ มีดังนี้
1. กระบวนการขูดดินเกลือ
โดยทั่วๆ ไปการผลิตเกลือสินเธาว์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นงานของผู้หญิงที่มีอายุแล้ว เพราะจะมีร่างกายที่แข็งแรง และมีความอดทนอดกลั้นสูง ซึ่งว่างเว้นจากการทำงานบ้านและไม่มีงานทำในช่วงนั้น จึงชอบพากันไปขูดเอาดินเกลือนั้นมาต้ม กระบวนการขูดดินเกลือจะเริ่มในช่วงบ่าย ขณะที่อากาศกำลังร้อนระอุมาก และในช่วงนี้เองดินเกลือจะขึ้นส่าคือ มีจำนวนเกล็ดเกลือเป็นจำนวนมาก ทำให้ขูดดินเกลือได้เป็นจำนวนมาก แต่ถ้าเลยเวลาบ่ายไปแล้วหรือช่วงเช้า ดินเกลือจะไม่ขึ้นส่า คือดินเกลือจะไม่ค่อยมีเกล็ดเกลือและกลายเป็นดินเปล่าๆ ทำให้เวลานำดินเกลือมากรองเอาน้ำเกลือนั้นจะได้น้ำเกลือที่ไม่ค่อยจะเค็มตามที่ต้องการ จึงนิยมพากันไปขูดเอาดินเกลือในช่วงบ่าย
วัสดุ/อุปกรณ์ ที่นิยมนำมาขูดดินเกลือ เป็นวัสดุที่หากันได้ง่ายในท้องถิ่นนั้นๆ เอง เช่นกะลามะพร้าว แผ่นไม้ แผ่นเหล็ก เปลือกหอยกาบ เป็นต้น สำหรับดินเกลือที่ขูดได้แล้ว จะนำมารวมกันเป็นกองๆ เรียกว่า “กองดินเกลือ” เมื่อขูดได้ดินเกลือพอสมควรแล้ว จึงนำดิน
เกลือไปดำเนินการกรองเป็นน้ำเกลือในขั้นต่อไป






2. กระบวนการกรองน้ำเกลือ
กระบวนการกรองน้ำเกลือต้องถือว่าเป็นภูมิปัญญาทองถิ่นอย่างแท้จริง เพราะเป็นขั้นตอนที่ค่อยข้างจะละเอียดเป็นอย่างมาก กว่าจะได้น้ำเกลือที่เหมาะสมทั้งรสชาติและความเข้มข้นของน้ำเกลือที่ใสสะอาดและที่สำคัญต้องปราศจากกลิ่นใดๆ ทั้งสิ้น
วัสดุ/อุปกรณ์ ในการกรองเอาน้ำเกลือมีวัสดุ/อุปกรณ์หลายอย่างด้วยกัน ดังนี้
1. หม้อดิน หม้อดินที่นำมาใช้นั้นต้องเป็นหม้อดินที่มีขนาดใหญ่พอสมควร พร้อมเจาะรูตรงกลางก้นหม้อ 1 รู ขนาดเท่าหัวแม่มือ หรือ รางไม้ที่ทำด้วยขอนไม้ มักใช้ต้นตาล ยาวประมาณ 2-3 เมตร ตามความเหมาะสม


2. ไม้ ไม้ที่นำมาใช้ต้องมีขนาดเท่าหัวแม่มือ ยาวประมาณ 1 ศอก สำหรับสอบใส่ในรูก้นหม้อที่ได้เจาะเอาไว้แล้ว หรือรางไม้ที่ทำด้วยขอนไม้ต้นตาล เพื่อที่จะให้น้ำเกลือไหลออกมา

3. ฟางข้าว ใช้สำหรบรองข้างหม้อในก้นหม้อ ซึ่งจะนำฟางข้าวมามัดทำเป็นวงกลมใช้ด้วยกัน 2 วง คือ วงด้านในหม้อและวงด้านนอกหม้อที่ใช้รองก้นหม้อ/ ถ้ารางขอนไม้จะไม่ใช้ฟาง แต่จะใช้ไม้ปิดหัว-ท้าย


4. กะลามะพร้าว ใช้สำหรับครอบข้างบนฟางข้าว/ ถ้าขอนไม้ไม่ใช้



5. แกลบ ใช้สำหรับโรยข้างบนกะลามะพร้าวอีกทีหนึ่งจากนั้นจึงนำเอาดินเกลือที่ขูดไว้เป็นกองใส่ในหม้อดิน / รางขอนไม้ต้นตาล อย่าใส่มากและน้อยจนเกินไป ส่วนใหญ่เขาจะใส่ดินเกลือพอประมาณ เพราะเวลาเทน้ำเติมลงไป น้ำจะต้องไม่ล้นออกจากปากหม้อ หรือรางขอนไม้ เมื่อใส่ดินเกลือลงไปแล้ว จากนั้นก็เติมน้ำให้เกือบเต็มหม้อ/รางขอนไม้ ซึ่งน้ำจะเป็นตัวละลายเอาความเค็มของเกลือแล้วไหลผ่านกระบวนการกรองน้ำเกลือลงสู่ภาชนะตามลำดับ


3. กระบวนการวัดความเค็มของน้ำเกลือ
เครื่องมือที่ใช้วัดความเค็มของน้ำเกลือเรียกว่า “ลูกชั่ง” สำหรับวิธีการวัดนั้นก็หย่อนลูกชั่งลงไปในน้ำเกลือ ถ้าลูกชั่งลอยตัวอยู่เหนือน้ำ ก็แสดงว่าน้ำเกลือนั้นมีความเค็มจัด แต่ถ้าลูกชั่งที่หย่อนลงไปในน้ำเกลือนั้นจมลงไปในน้ำ ก็แสดงว่าน้ำเกลือนั้นจืด พร้อมที่จะเปลี่ยนดินใหม่ได้แล้ว
สำหรับลูกชั่งที่นำมาใช้ชั่งน้ำเกลือ ทำด้วยครั่ง ส่วนข้างในจะใส่เม็ดข้าวสารข้าวเหนียว 7 เม็ด ซึ่งนับว่าเป็นเคล็ดลับที่ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอีกวิธีหนึ่งได้โดยแท้








4. กระบวนการต้มเกลือ
วัสดุ/อุปกรณ์ กระบวนการต้มเกลือนั้น มีขั้นตอนที่สำคัญและใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญๆ ดังนี้
1. เตา ทำขึ้นเองเป็นพิเศษ เพื่อการต้มเกลือโดยเฉพาะ ด้วยการขุดดินให้เป็นร่องกว้าง 1ศอก ลึก 1 ศอก ยาวประมาณ 2 ศอก ปั้นดินเสริมขึ้นตามความยาวสูง 1 คืบ พร้อมใช้เหล็กวางตามแนวขวาง 3 เส้น เพื่อเป็นการรองรับน้ำหนักก้นกระทะ หรือ เตาใช้อิฐบล็อกเรียงสองแถวๆ ละ 2 ก้อนครึ่ง ห่างกันประมาณ 1 ฟุต แล้วใช้ดินผสมกับแกลบน้ำคลุกเคล้า
ให้เข้ากันปั้นรอบอิฐบล็อก โดยปล่อยด้านหัว-ท้าย เพื่อใส่ฟืน



2. กระทะ ทำมาจากปิ๊บ ที่เคยใส่น้ำมัน หรือปิ๊บหน่อไม้ดอง ความกว้างประมาณ 1 ฟุต และยาวประมาณ 2 ฟุตครึ่ง


3. น้ำเกลือ สำหรับใส่ลงไปในกระทะเพื่อทำการต้ม


4. ฟืน ได้มาจากไม้ที่แห้งดีแล้ว เช่นไม้ไผ่ ไม้หัวลิง และไม้อื่นๆ ที่สามารถหาได้ง่ายในบริเวณนั้นๆ


5. ตะกร้า สำหรับใส่เกลือที่ต้มแล้ว

6. ทัพพี ซึ่งทำด้วยไม้ หรือโลหะ ให้สำหรับตักเกลือ

จากนั้นก็ดำเนินการต้ม โดยการติดไฟเผากระทะที่ต้มให้ร้อนจัดอยู่เสมอ จนทำให้น้ำเกลือเดือดระเหยกลายเป็นไอน้ำ ประมาณ 40 นาที จากนั้นน้ำเกลือจะแห้งคงเหลือแต่เพียงผลึกเกลือสินเธาว์ที่ขาวสะอาดตามต้องการ





5.. กระบวนการเก็บรักษาเกลือ
เกลือสินเธาว์ที่ต้มได้แล้ว นั้นนิยมนำมาใส่ไว้ในถุงปุ๋ยหรือถุงยาง เพราะเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย แต่ถ้าเป็นสมัยปู่ ย่า ตา ยาย จะนิยมใส่ไว้ในกระทอเกลือ ซึ่งสานมาจากไม้ไผ่ที่รองด้วยใบไม้ จากนั้นจึงนำไปเก็บในที่แห้งสนิท พร้อมทิ้งปกปิดไว้อย่างมิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและแมลงต่างๆ


บทที่ 4
ผลการศึกษาค้นคว้า
จากผลการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ นักเรียนได้รับความรู้และเข้าใจขั้นตอน/กระบวนการผลิตเกลือสินเธาว์ อันเป็นภูมปัญญาท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์ให้เป็นมรดกของลูกหลานสืบต่อไป นักเรียนได้รับการฝึกงานอาชีพ และสามารถพัฒนาต่อยอดในขั้นสูงต่อไป
ทำให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการสามารถเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ภายนอกได้
เกลือสินเธาว์ที่นักเรียนผลิตขึ้นมาได้นี้สามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์หลายอย่างด้วยกัน เช่น
1. ใช้ประกอบอาหารในครัวเรือน เพราะชายอีสานชอบรับประทานอาหารทีมีรสจัดอยู่แล้ว เช่น รสเค็มจัด หรือรสเผ็ดจัด
2. ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนของกินของใช้
3. ใช้เป็นของฝาก สำหรับญาติพี่น้องที่ไปมาหาสู่กัน
4. สามารถซื้อขายกันได้ ในราคาปิ๊บละประมาณ 80-170





บทที่ 5
สรุปผล/และข้อเสนอแนะ
การผลิตเกลือสินเธาว์ที่ดำเนินการมา ซึ่งได้รูปแบบมาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ของชาวบ้านขี้เหล็ก หมู่ 3 ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม และจากการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ การผลิตเกลือสินเธาว์มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้ให้กับลูกหลานสืบต่อกันเรื่อยๆ มา จนถึงปัจจุบัน ซึ่งกระบวนกรผลิตเกลือสินเธาว์ ก็ถือว่าเป็นงานหนักพอสมควร ต้องใช้ความอดทน อดกลั้นสูง โดยเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการขูดดินเกลือ กระบวนการกรองน้ำเกลือ กระบวนการวัดความเค็มของน้ำเกลือ กระบวนการต้มเกลือ รวมถึงกระบวนการเก็บรักษาเกลือ และประโยชน์ของเกลือสินเธาว์ ก็มีมากมาย เช่น ใช้ในการปรุงอาหารในครัวเรือน แลกเปลี่ยนข้าวของ และเป็นของฝากได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าเกลือสินเธาว์จะเป็นกระบวนการที่ได้จากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีอะไรเป็นเครื่องประกันคุณภาพ แต่ชาวบ้านก็พากันผลิตขึ้นมาใช้กันเองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงถือได้ว่าเกลือสินเธาว์เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่อยู่กับชาวบ้านมานานแสนนาน และควรอนุรักษ์ภูมิปัญญานี้ไว้สืบไป
ข้อเสนอแนะ
1. กระบวนการผลิตเกลือสินเธาว์ ถึงแม้จะมีอุปกรณ์ที่ชาวบ้านพากันนิยมใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ แต่อุปกรณ์บางอย่างก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเป็นอยู่ในปัจจุบันได้ เช่น ทัพพีตักเกลือที่ใช้ไม้ อาจเปลี่ยนมาเป็นทัพพีตักข้าว หรือตะหลิวที่เป็นโลหะในปัจจุบันก็ได้ เป็นต้น
2. ผู้ที่สนใจ ควรที่จะมีการจดบันทึกข้อมูลของกระบวนการผลิตเกลือสินเธาว์ไว้ เพื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้านไว้ต่อไป

บรรณานุกรม
นางประยงค์ หลอดทอง.(2555). ผู้ให้สัมภาษณ์ และวิทยากร,บ้านที่ 85 หมู่ 3
บ้านขี้เหล็ก ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
นางเมือง พรมธิ.(2555).ผู้ให้สัมภาษณ์ บ้านที่ 13/2 หมู่ 3 บ้านขี้เหล็ก
ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
นางเสงี่ยม ลาสะคู.(2555).ผู้ให้สัมภาษณ์ และวิทยากร,บ้านที่ 60/4 หมู่ 3
บ้านขี้เหล็ก ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
นายชัย งามเสมอ (2555).ผู้ให้สัมภาษณ์ ให้คำแนะนำ และวิทยากร,บ้านที่ 34
หมู่ 3 บ้านขี้เหล็ก ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
นางรัตนาภรณ์ พรมธิ (2555).ผู้ให้คำแนะนำ บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 3 บ้านขี้เหล็ก
ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
นางเพียร บุญมาก.(2554).ผู้ให้สัมภาษณ์ บ้านที่ 33 หมู่ 3 บ้านขี้เหล็ก
ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์นางประยงค์
นางสาวเรียม ลาสะคู.(2549). ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
นายโสภา แป้นโสม.(2548) ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ตำบลโพนครก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์

