3. ความเป็นมาของนวัตกรรม
คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ รู้จักคิดใช้เหตุผล แก้ปัญหาหาต่างๆ ตลอดจนสามารถทำงานเป็นกลุ่ม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ดังนั้น หลักสูตรการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ จะต้องได้รับการพัฒนา และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้มีทั้งเนื้อหาและกระบวนการฝึกทักษะเพื่อให้เยาวชน ซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่มีความสำคัญยิ่ง มีคุณภาพที่จะเป็นกำลัง ในการพัฒนาประเทศอย่างสืบเนื่องต่อไปแต่สภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนพบว่า ในวิชาคณิตศาสตร์ครูยังไม่เน้นทักษะกระบวนการ การคิดคำนวณ มากเท่าที่ควร เนื่องจากครูยังมีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องทักษะการแก้โจทย์ปัญหาอยู่มาก โดยครูบางคนไม่ได้จบวิชาคณิตศาสตร์โดยตรงแต่ต้องสอนวิชาคณิตศาสตร์และสอนทุกวิชาผู้เรียนอ่านโจทย์ปัญหาไม่ได้และยังขาดเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ อีกด้วย
ผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนประจำสาระ ซึ่งจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่านักเรียนประสบปัญหาหลายประการ การอ่านโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ไม่ออก การแก้ปัญหาไม่เป็นในการคิดคำนวณ โดยเฉพาะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ทศนิยม ไม่เกินสองตำแหน่ง ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ร้อยละ 100 ถ้าไม่แก้ไขพัฒนาจะมีปัญหาเรื่องอื่นต่อๆ ไป
วิธีการแก้โจทย์ปัญหา คุณครูได้ให้นักเรียนที่ไม่เข้าใจทำแบบฝึกโดยการแก้ปัญหาเรื่อง การบวก ลบทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่งฝึกทำบ่อยๆนั้น นักเรียนส่วนใหญ่จำ ทำได้ถูกต้อง และเข้าใจดีขึ้น
จากที่กล่าวมาพบว่า การฝึกย้ำซ้ำบ่อย จะช่วยให้นักเรียน พัฒนาได้หลายเรื่อง โดยเฉพาะที่เป็นทักษะของผู้วิจัย จึงอยากนำวิธีการดังกล่าวมาพัฒนาตนเอง โดยคาดหวังว่า น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้นักเรียน พัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น
ปัญหาดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าต้องการให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ครูจึงจำเป็นจะต้องมีการศึกษาหาแนวทาง ในการสร้างคู่มือ และแบบฝึก เพื่อช่วยเหลือนักเรียนและเป็นแนวทางแก่เพื่อนครูในการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนในกลุ่ม ทักษะวิชาคณิตศาสตร์ แต่จากผลการประเมินทักษะกระบวนแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ของโรงเรียนบ้านขี้เหล็ก ประกอบด้วยนักเรียนจำนวน 5 คน พบว่านักเรียนไม่สามารถที่จะวิเคราะห์และแก้โจทย์ปัญหาได้
4. กระบวนการพัฒนานวัตกรรม
4.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อจัดทำแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา การบวก ลบ ทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน
4.2 วิธีการ
1. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2. สร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะกระบวนการ
3. สร้างและพัฒนาเครื่องมือที่เป็นแบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียน
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การวิเคราะห์ สรุป ผล และการนำเสนอ
4.3 เครื่องมือในการตรวจสอบ
1. แบบฝึกหัดการแก้โจทย์ปัญหา
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน
3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
5. การออกแบบนวัตกรรม
5.1 ความหมาย
ผู้เรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 6/1 โรงเรียนบ้านขี้เหล็ก สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทดสอบ นักเรียนที่ครูเป็นผู้วัดผลหลังเรียน เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ทศนิยมไม่เกิน สองตำแหน่ง
5.2 แนวคิดทฤษฏี
หลักแนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์
แนวการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนควรคำนึงถึงความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน การจัดสาระการเรียนรู้จึงควรจัดให้มีหลากลาย ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความในใจรูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเรียนรู้ร่วมกันทั้งชั้น เรียนเป็นกลุ่มย่อย เรียนเป็นรายบุคคล สถานที่จัดก็ควรมีทั้งในและนอกห้องเรียน บริเวณสถานศึกษา มีการจัดให้ผู้เรียนได้ไปศึกษาในแหล่งวิทยาการต่างๆที่อยู่ในชุมชนหรืออยู่ในท้องถิ่น จัดให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและความเหมาะสมของผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ได้มาตรฐาน ที่หลักสูตรได้กำหนดไว้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ลงมือปฏิบัติจริง ผู้สอนควรฝึกให้นักเรียนทำเป็น รู้จักบูรการความรู้ต่างๆ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ รวมถึงการปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยม และลักษณะอันพึงประสงค์ฝึกให้นักเรียนรู้จักประเมินผลงานและปรับปรุง งาน ตลอดจนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันและอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
แนวการพัฒนาทักษะ /กระบวนการทางคณิตศาสตร์
หลักสูตรได้กำหนดมาตรฐานด้านทักษะ / กระบวนการทางคณิตศาสตร์ไว้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนต้องสอนให้ผู้เรียนมีการพัฒนาการเรียนรู้ให้ได้มาตรฐานด้านทักษะ/ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ต่อไปนี้
1) การพัฒนาทักษะ /กระบวนการแก้ปัญหา
2) การพัฒนาทักษะ /กระบวนการให้เหตุผล
3) การพัฒนาทักษะ /กระบวนการสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ
4) การพัฒนาทักษะ /กระบวนการเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ
5) การพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
5.3 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. แนวการใช้แผนการสอนเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ทศนิยม ไม่เกินสองตำแหน่ง
2. แนวการใช้แผนการเสนอเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการลบ ทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง
3. หลักการแนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ทศนิยม ไม่เกินสองตำแหน่ง
6. แนวทางการนำนวัตกรรมไปใช้
หลักการสร้างหรือขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบ
1. ตรวจผลงานจากการเรียนของนักเรียนว่านักเรียนมีจุดบกพร่องทางด้านใด ควรออกแบบทดสอบอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน
- แบบทดสอบชนิดหาคำตอบ จำนวน 10 ข้อ
- แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ
- แบบทดสอบชนิดแสดงวิธีทำ จำนวน 3 ข้อ มี 3 ชุด
- แบบทดสอบชนิดเขียนโจทย์ปัญหาเองจากประโยคสัญลักษณ์
2. สร้างแบบสัมภาษณ์ ของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ทศนิยม ไม่เกินสองตำแหน่ง
3. แบบสอบถามให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียงเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง
4. แบบสังเกต
สร้างแบบฝึกให้นักเรียน
1. แบบฝึกชนิดหาคำตอบ
2. แบบฝึกชนิดทดสอบความเข้าใจ
3. แบบฝึกชนิดสร้างโจทย์ปัญหาเอง
4. แบบฝึกชนิดแสดงวิธีทำ
5. แบบฝึกหัดการแก้โจทย์ปัญหาดำเนินการโดยวิเคราะห์จากการสอนโจทย์ปัญหาเรื่องบวก ลบ
ทศนิยมไม่เกินสองตำแหน่ง เพื่อให้สอดคล้องกับจุดประสงค์
6. ดำเนินการสร้างโดยกำหนดส่วนประกอบขั้นตอนของกิจกรรมคู่มือการศึกษาต่างๆโดยค้นคว้า
จากหนังสือหลายๆเล่ม
7. ศึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจนเข้าใจแล้วนำมาพิจารณาจัดทำ
8. ทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนบ้านขี้เหล็ก ก่อน จำนวน 12 คน แล้วรวบรวมข้อมูลเพื่อปรับปรุงแก้ไข และการดำเนินการพัฒนาให้สมบูรณ์
7. ผลที่เกิดจากการนำนวัตกรรมไปใช้
1. ผลการทดสอบหลังเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นแสดงว่านักเรียนมีความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ดี ผลต่างระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีค่า เป็น 29%
2. ผลการทดสอบหลังเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นแสดงว่า นักเรียนมีความ เข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ดี ผลต่าง ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนมีค่า เป็น 26%
3. ผลการสอบหลังเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นแสดงว่านักเรียนมีความเข้าใจ เนื้อหาบทเรียนได้ดี ผลต่างระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนมีค่า เป็น 11%
4. ผลการทดสอบหลังเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น แสดงว่านักเรียนเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ดี ขั้น ผลต่างระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียนมีค่าเป็น 13%
5. ผลการทดสอบหลังเรียน จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นแสดงว่านักเรียน เข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ดีขึ้นผลต่างระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีค่า เป็น 18%
6. ผลการทดสอบหลังเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นแสดงว่านักเรียนเข้าใจ เนื้อหาบทเรียนได้ดี ผลต่างระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีค่า เป็น 16%
8. คุณค่าของนวัตกรรม
1. นักเรียนจะมีความสามารถ แก้โจทย์ปัญหาไม่เท่ากันมีทั้งกลุ่มอ่อน กลุ่มปานกลาง และกลุ่ม เก่ง



